ทำไมต้องเรียนจินตคณิตแบบที่ใช้ลูกคิด

ทำไมต้องเรียนจินตคณิตแบบที่ใช้ลูกคิด มักมีคำถามมากมายว่า “ทำไมต้องเรียนจินตคณิตแบบที่ใช้ลูกคิด” หลาย ๆ คนยังเข้าใจผิดเกี่ยวกับการเรียนจินตคณิตว่าเป็นการทำให้การเรียนคณิตศาสตร์ของเด็กดีขึ้น

แต่จุดประสงค์หลักในการเรียนลูกคิด เพื่อให้ผู้เรียนถูกบังคับให้ใช้สมองทั้งสองด้าน โดยปกติหลักสูตรของการเรียนจินตคณิต จะให้ผลสัมฤทธิ์ที่มีประสิทธิภาพที่สุด เมื่อผู้เรียนเรียนจนถึงขึ้นที่สามารถจินตนาการภาพลูกคิดได้ ซึ่งการจินตนาการลูกคิดนั้น เป็นการสร้างภาพในสมองซีกขวาอย่างค่อยเป็นค่อยไป จนเกิดเป็นภาพที่ชัดเจนขึ้น ซึ่งโดยปกติเรามักเน้นการพัฒนาสมองซีกซ้ายเป็นหลัก เนื่องจากสามารถวัดและประเมินผลได้ชัดเจน ของการทำงานของสมองแต่ละซีกที่แตกต่างกันนั้น จะส่งผลต่อวิธีคิดที่แตกต่างกัน (เนื่องจากสมองซีกซ้ายจะใช้ในด้านการคิดคำนวณ การคิดวิเคราะห์ และ ภาษา ส่วนสมองซีกขวาจะเป็นส่วนของการจินตนาการ ความคิดสร้างสรรค์ และอารมณ์)

จากหน้าที่ของสมองที่แตกต่างกันส่งผลให้วิธีการคิดที่แตกต่างกัน นั่นคือคนที่ใช้สมองซีกซ้ายเป็นหลักอาจมีปัญหาด้านความคิดสร้างสรรค์ ส่วนผู้ที่ใช้สมองซีกขวาเป็นหลัก อาจส่งผลให้มีปัญหาด้านการวางแผน หรือการคิดวิเคราะห์

วิธีการบังคับใช้สมองสองซีก หากคุณเป็นผู้ที่ใช้สมองซีกซ้ายเป็นหลัก สิ่งต่าง ๆ เหล่านี้จะเป็นสิ่งที่ควรทำ

– การหลีกเลี่ยงการวิเคราะห์ โดยใช้เหตุผลเพียงข้อเดียว หากคุณต้องตัดสินใจในบางเรื่อง อบ่าหาเหตุผลเพียงด้านเดียวแล้วตัดสินใจทันที ให้พยายามหาข้อมูลหลาย ๆ ด้าน เพื่อให้ใช้เหตุผลมากขั้น พิจารณาถึงผลได้ผลเสียอย่างถี่ถ้วน ก่อนการตัดสินใจ

– พยายามสร้างภาพ หรือจินตนาการ หากได้เรื่องราว ให้ลองพยายามวาดภาพ และเขียนบรรยายใต้ภาพ

– ฟังเพลง ในขณะที่อ่านหนังสือ ลองเปิดเพลงเบา ๆ คลอตาม เพื่อให้สมองซีกขวาได้ใช้ในการฟังขณะที่กำลงใช้สมองซีกซ้าย

– หางานอดิเรกที่เสริมสร้างความคิดสร้างสรรค์ เช่นการวาดภาพ ระบายสี เพื่อเป็นการฝึกใช้สมองซีกขวา

– หยุดกิจวัตรชั่วคราวหรือเปลี่ยนสิ่งแวดล้อม คนส่วนใหญ่มักต้องดำเนินชีวิตประจำวันเป็นตารางที่แน่นอน ตายตัว ควรหาเวลาพัก เพื่อผ่อนคลาย หรือการเปลี่ยนสิ่งแวดล้อม อาจทำได้โดยการจัดสถานที่ใหม่ เช่น บ้าน หรือ ที่ทำงาน เพื่อไม่ให้รู้สึกจำเจ และระหว่างการจัด อาจมีการวางแผนโดยการวาดภาพ สิ่งที่น่าจะเกิดการเปลี่ยนแปลงได้ด้วย

หากคุณเป็นคนที่ใช้สมองซีกขวาเป็นหลัก สิ่งที่ควรปฏิบัติมีดังนี้

– ควรพิจารณาสิ่งที่ทำ ให้ลึกขึ้น เพิ่มรายละเอียดในการตัดสินใจแก้ปัญหาให้มากขึ้น โดยสืบข้อมูลให้มากขึ้น

– พยายามวางแผนล่วงหน้า หากแผนที่วางใช้เวลานานเกินไป ให้แบ่งเป็นช่วงสั้น ๆ และให้เขียนเป็นลายลักษณ์อักษร เพื่อให้สามารถย้อนกลับมาตรวจสอบได้ว่า สิ่งที่ทำเป็นไปตามวัตถุประสงค์แล้วหรือยัง

– จากสิ่งที่กล่าวมาข้างต้นจะเห็นว่า การใช้สมองซีกใดซีกหนึ่งนั้น จะทำให้การแก้ปัญหาไม่สามารถเทียบได้กับการใช้สมองทั้งสองซีก หากเป็นเช่นนี้ เราอาจหากิจกรรมหรือเกมส์ต่าง ๆ เพื่อเป็นการเสริมสร้างเด็กแต่ละคนได้ หากพ่อแม่ผู้ปกครองใส่ใจให้เวลา และ พยายามเติมเต็มในส่วนที่ขาดอยู่ เพื่อให้เขาเติบโตอย่างมีคุณภาพ

This entry was posted in News.